
ก่อนอื่นผึ้งจะขอเกริ่นก่อนเลยว่า
ไม่ได้มีเจตนาว่าจะมาอวด โชว์พาวว
หรืออะไรทำนองนี้นะคะ
แค่อยากจะแชร์ประสบการณ์การลดน้ำหนักของผึ้ง
เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังอยากลดความอ้วน
หรือกำลังลดอยู่ค่ะ
ตอนเด็กๆ ผึ้งผอมมากๆ ตัวเล็กๆ เป็นคนตัวเล็กๆ เตี้ยๆ
ตั้งแต่เด็กแล้ว อาจเป็นเพราะพันธุกรรม หุ่นเหมือนแม่ๆ
อ้วนๆ เหมือนในรูปตอนที่ผึ้งเคยอ้วนเลย แบบนี้แหละค่ะ
เหมือนกันเปี๊ยบๆ เลย

เริ่มมาอ้วนตอนอยู่มัธยม กินดีอยู่ดี
อยากกินอะไรแม่หามาให้หมด
ซื้อขนมมาให้ทุกวันจ้างให้อยู่บ้านไม่ให้ไปไหน
นอนดูทีวีทั้งวันเลย เป็นคนชอบกินอยู่ด้วย
ชอบกินของอร่อยๆ ของอ้วนๆ ทุกอย่างเอามาเถอะ ชอบมากๆ
จนมหาลัยอ้วนมากๆ เลย กู่ไม่กลับแล้ว เรียนปี 4
จำได้ตอนนั้นน้ำหนัก 59 กก.
เริ่มหันมาสนใจยาลดความอ้วน
เพราะเห็นเพื่อนกินแล้วได้ผลเลยเอามั่ง
แล้วก็เรียนหนังสือไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ นะ
มันอันตรายจริงๆ นะยาลดความอ้วนเนี่ย ร้ายกาจมากๆ
กินไป 2 เดือนกว่าน้ำหนักลดไป 9 กก. กรี๊ด!!! ดีใจสุดๆ
เลยเอาใหญ่เลย ช่วงที่กินหน้าโทรมมากๆ
รู้สึกว่าตัวเองล่องลอย เหวอๆ เอ๋อๆ ไม่หิว
ไม่กินอะไรทั้งนั้น ป่วงทำอะไรก็ทำๆๆ ซ้ำๆ
อยู่นั่นแหละ หวาดกลัวกับการนั่งและก็ขับรถมากๆ
(ซึ่งตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่) เดินเข้าออกคลีนิกลดความอ้วนอยู่
2-3 ปีแบบไม่ต่อเนื่องนะคะ
(ถ้าต่อเนื่องก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้จะเป็นไง)
ช่วงที่ย้ายมาอยู่ กทม.
ก็ยังไม่วายไปหาหมอลดความอ้วนอีกหลายสถาบัน
ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่าต้องลดเองให้ได้ ไปหาหมอๆ
ให้ยามากินๆ แล้วก็ยังเหมือนเดิม
เพราะไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของตัวเองเลย
ยังใช้ชีวิตปกติเอนจอยอิทติ้งอยู่
ก็สมควรแล้วล่ะที่น้ำหนักไม่ลด
จำได้ไปหาหมอครั้งสุดท้ายหมอถามว่าตกลงคุณอยากผอมมั้ย?
แค้นค่ะแค้น!!! เลยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะลดเองให้ได้ ชิ~

เริ่มลดยังไง?
จำได้เลย ตอนที่เริ่มลด คือต้นเดือนมีนาคม ปี 2549
น้ำหนักอยู่ที่ 64 กก. แล้วผึ้งเป็นคนตัวเตี้ยมากนะคะ
สูงแค่ 146 เอง อึดอัดค่ะ เดินไปไหนก็มีแต่คนมอง
ใช้สายตาแบบที่มองเราแปลกๆ น่ะ
(คือลองนึกสภาพเราตอนนั้นนะ สยองแบบไม่รู้ตัวน่ะ)
วิธีการลดก็เหมือนกับทุกๆ คนที่เริ่มต้นลดน้ำหนัก
ไม่กินขนม ของหวาน เบเกอรี่ แป้ง น้ำตาล ของทอด ของมัน
น้ำอัดลม กาแฟ บลาๆ คืออย่ากินของที่เราคิดว่ากินแล้วอ้วนน่ะ
ที่สำคัญที่สุดเลยที่ผึ้งทำแล้วได้ผล คือน้ำเปล่าค่ะ
ใน 1 วันพยายามดื่มน้ำให้มากๆ
หิวหรืออยากกินขนมให้ดื่มน้ำก่อนเป็นอันดับแรก
จะกินข้าวก็ให้ดื่มน้ำก่อน 2 แก้ว
และอีกอย่างผึ้งจะงดแป้งเลยค่ะ ไม่กินแป้งทุกชนิด
ยอมรับว่าใหม่ๆ มีโหย ไม่มีเรี่ยวแรง แต่พอ 1-2
สัปดาห์ผ่านไปมันเริ่มชินค่ะ และใน 1 อาทิตย์ที่ควบคุมเนี่ยผึ้งจะขอ
1 วันเป็นวันอิสระของผึ้งอยากกินอะไรก็จะกิน
แต่เพราะกระเพาะเรามันจุไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้วไงคะ
กินไรไปได้ไม่เยอะเหมือนก่อน อีกอย่างเราก็ต้องรู้ลิมิทด้วยนะคะ
ผ่านไป 1 เดือนลดลงไป 4 กก. ค่ะ ดีใจมากๆ เลย
ตอนนั้นเครื่องมันเริ่มติดแล้วไงคะ
มีกำลังใจและก็ตั้งใจมากๆ เลย จากเดือนมีนาคม -
สิงหาคม ก็ลดมาเรื่อยๆ จาก 64 ลดลงมาที่ 55 กก.
ดูจากสภาพร่างกายของเราๆ
ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย
แถมก็ยังมีคนมาทักอีกว่านี่ลดแล้วเหรอเนี่ย
แบบนี้ไม่ต้องลดหรอก, ไม่เห็นจะผอมลงเลยก็เท่าเดิม,
ดูแฟนผู้ชายคนนั้นสิ ผู้ชายตัวสูงหุ่นดีมากๆ
ทำไมแฟนเค้าตัวเตี้ยแถมอ้วนมากเลยไม่เหมาะสมกันเลย -*-
อะไรประมาณนี้ ตอนนั้นจิตตกสุดๆ ค่ะ
ก็เลยคิดว่าเราจะต้องทำอะไรซักอย่างแระ
แค่จะควบคุมอาหารอย่างเดียวมันก็คงไม่พอ

เลยตัดสินใจซื้อเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่บ้านค่ะ
เล่นไปได้ไม่ถึงเดือนเริ่มเบื่อ เหนื่อย
แล้วคิดว่ามันนานมากๆ ทรมานสุดๆ
เพราะผึ้งเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็กแล้ว
น้ำหนักก็ไม่ได้ลดลงมามากมายเหมือนเริ่มลดใหม่ๆ เลย
เริ่มเครียด พอดีแถวบ้านจะมีลานเต้นแอโรบิกฟรี
คือคงเป็นของรัฐที่เค้าจ้างครูมาสอนเต้นฟรีน่ะค่ะ
ก็เลยสนใจและเห็นว่ามันใกล้บ้านเราด้วยปั่นจักรยานไปแป๊บเดียวเอง
ก็เลยเริ่มไปเต้นแอโรบิกทุกวันจันทร์-เสาร์ ใช้เวลา 50
นาทีในการเต้น ไปแรกๆ
ก็แอบเขินนะคะเพราะเต้นไม่เป็นเลย แล้วเหนื่อยจังเลยง่ะ
เพิ่งเริ่มไปไม่ถึง 10 นาทีก็เหนื่อยแล้ว แล้วคิดดูสิ
ป้าคนที่อยู่ข้างหน้าเนี่ยแก่กว่าแม่เราอีกเค้ายังไหวเลย
มันเหมือนเป็นแรงฮึดให้ไหวค่ะ
แล้วอยากจะบอกว่าการออกกำลังกายนี่เป็นยาวิเศษจริงๆ
เลยนะคะ หน้าตา ผิวพรรณดูสดใสขึ้นจนคนทักเลย
(อันนี้ไม่ได้เว่อร์นะคะ) แถมอาการท้องผูกก็หายขาด
คงจะเกี่ยวกับการดื่มน้ำในแต่ละวันเยอะๆ ด้วยแหละค่ะ
ตอนนั้นมีกำลังใจม๊ากมาก มีคนเริ่มทักว่าดูผอมลงนะ
ดีใจที่สุด >.< อ้อ ลืมบอกไปว่า
เริ่มยกเวทก่อนนอนด้วยค่ะ เริ่มยกพร้อมกับไปเต้นแอโรบิก
ยกก่อนนอนจันทร์-เสาร์ข้างละ 1 กิโล เบาๆ ค่ะเป็นเซ็ทๆ
ไป หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องแค่ จันทร์ - เสาร์
เพราะว่าอยากให้ร่างกายเราพักผ่อนบ้างค่ะ ผ่านไป 1
เดือนน้ำหนักลดลงไป 4 กก. ดีใจมากๆ เลยค่ะ
คิดในใจว่าเรานี่มันโง่จริงๆ
น่าจะหันมาออกกำลังกายตั้งนานแล้ว
หลังจากนั้นเป็นต้นมาเราก็จะสม่ำเสมอกับการออกกำลังกาย
ยังควบคุมอาหารอยู่ตลอด อาจจะมีบ้างที่ตะบะแตกไรงี้
มันเป็นของธรรมดาเนอะ
เราต้องคิดไว้เสมอว่ายังไงก็ยังมีพรุ่งนี้เราเริ่มต้นใหม่ได้

จนมาถึงวันนี้
น้ำหนักผึ้งอยู่ที่ 41-42 กก. พอใจค่ะ
แต่ใจจริงอยากจะซัก 40 กก. เพราะผึ้งตัวเตี้ยไงคะ นน.
40 ที่อยากได้เนี่ยก็ยังไม่ได้มาตรฐานนะ ลองคำนวณดู
จากส่วนสูงอันน้อยนิดของผึ้ง 146-110= 36 กก.
แต่คิดว่าผึ้งคงจะไม่ต่ำกว่า 40 แล้วค่ะ
เพราะถ้าน้ำหนัก 36 มันจะน้อยเกินไปรึเปล่า
มันเหมือนเด็กเลยอ่ะ
ผึ้งกลัวคนอื่นมองว่าผอมไปเหมือนเป็นโรคอะไรเงี้ยค่ะ
ก็ตอนนี้ไม่ได้อะไรมากแล้วกับการกิน
กินข้าวปกติธรรมดานี่แหละค่ะ
แต่ก็จะไม่ค่อยอยากจะแตะพวกของทอด ของหวานเท่าไหร่
มื้อเย็นผึ้งจะงดแป้งเลยค่ะ
จะพยายามไม่กินมื้อเย็นมากจะกินพวกผลไม้ ส้มตำ โยเกิตไขมัน
0% เกาเหลาไม่ใส่กระเทียมเจียว อะไรพวกนี้แทน
น้ำหนักตอนนี้ก็ไม่ค่อยจะลดลงเท่าไหร่แล้ว
ออกกำลังกายทุกวันนี้ก็จะพยายามไปถ้าฝนไม่ตกก็จะไปตลอด
ยกเวทตลอดเหมือนกัน เพิ่มพวกหมุนจานทวิส ซิทอัพ
ปั่นจักรยานกลางอากาศ ท่าบริหารทั่วๆ ไปที่ทุกๆ
คนทำได้ในห้องนอนของตัวเอง คือผึ้งจะมีปัญหาเรื่องพุง
ต้นขา น่อง ที่มันใหญ่เกิดจากการสะสมของไขมันตอนเราอ้วนน่ะค่ะ
ก็ต้องพยายามเอามันออกไป
เลยอยากจะให้กำลังใจกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ
ที่ตั้งใจจะลดความอ้วน ผึ้งว่าทุกๆ คนทำได้นะคะ
ผึ้งยังทำได้เลย
เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจทั้งนั้นเลยค่ะ
ถ้าจิตใจเราเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังกับมัน
ผลตอบแทนที่เราจะได้รับมันคุ้มค่าเสมอค่ะ

Trick เล็กๆ
น้อยๆ (สำหรับคนที่ไม่รู้นะคะ)
ควรจะทำความเข้าใจกับคำว่า Kcal. หรือ กิโลแคลลอรี่
อาหารหลายอย่างในปัจจุบันมีฉลากบ่งบอกว่าอาหารปริมาณเท่านี้
มีกี่ Kcal. และเราต้องดูด้วยว่า ใน 1
วันเราต้องการพลังงานกี่ Kcal.
ถ้าเรากินเกินพลังงานที่เราต้องการในแต่ละวัน
นั่นแหละค่ะคือสาเหตุของโรคอ้วน!!
เวปข้างล่างนี้เป็นเวปที่บอกว่าอาหารแต่ละอย่างให้พลังงานกี่
Kcal.
Vonothai
On-diet
Nutrition
Thairunning
Ps. เขินเหมือนกันนะเนี่ยเรื่องรูป
แต่ยังไงมันก็คืออดีตที่ผ่านมาแล้วอ่ะเนอะ ฟิ้วววว