ยอมรับละครับว่า
ตอนแรกคิดว่า
แมคโครไบโอติก
เป็นเพียงเมนูอาหารสำหรับสุขภาพและการลดความอ้วน
แต่เมื่อมาศึกษาดูแล้ว
มันกลับเป็นศิลปะอย่างหนึ่งทีเดียว
จะเรียกว่าเป็นศิลปะแห่งการใช้ชีวิตก็คงไม่ผิดนัก
ทั้งนี้เนื่องจาก
หลักการของแมคโครไบโอติกนั้น
อยู่บนรากฐานที่ว่าคนเราเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ
ซึ่งหมายความรวมถึง
อาหารที่เรากิน
สังคมที่เรามีความสัมพันธ์
สภาพอากาศ
และพื้นที่ที่เราอาศัย
ดังนั้น
การกลับไปอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
คือหัวใจสำคัญ
คล้ายๆกับลัทธิเต๋า
ที่เน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติ
เท่าที่ดูรายละเอียด
แม้แต่อาหารยังสามารถแบ่ง
ออกเป็น หยินและหยาง
หยินเป็นของร้อน
และหยางเป็นของเย็น
ส่วนอะไรเป็นหยินบ้าง
เป็นหยางบ้าง
จะมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง
คราวนี้เอาแบบ
หลักพื้นฐานก่อน
เนื้อหามีมาก จนผม search
เจอ คนที่ทำ web
เกี่ยวกับ
แมคโครไบโอติก
มีมากมายในโลกนี้
การใช้หลักการของแมคโครไบโอติก
เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีในการกินอาหาร
และการใช้ชีวิต
สามารถที่จะทำให้อายุของเรายืนยาว
และปรอดจากโรคภัยต่างๆรวมถึงโรคมะเร็งเส็งเคร็ง
และโรคเบาหวานด้วย
นอกจากนี้แมคโครไบโอติก
สามารถทำร่วมกับการแพทย์แผนหลักและแพทย์ทางเลือก
รวมไปถึงสามารถปรับใช้
ให้เข้ากับทุกศาสนาและวัฒนธรรม
ศาสตร์แห่งแมคโครไบโอติกถูกอ้างว่า
มีมานานถึง 5,000 ปี
และมีนักคิดและนักปรัชญาชาวญี่ปุ่น
นามของเขาคือ จอร์จ
โอซาวา (ชื่อฝรั่ง
นามสกุลญี่ปุ่น??)
และผู้สืบทอดแนวคิดนี้มาจนปัจจุบัน
คือ มิชิโอ คูชิ
เอาละจะรู้ประวัติไปมากทำไมละนี้
(คนอ่านรำพึง)
เราเข้ามาดูเรื่องของมาตรฐานของอาหารและการใช้ชีวิตที่
มิชิโอ
คูชิแนะนำกันดีกว่า
อาหารของชาวแมคโครไบโอติกจะแบ่งออกเป็น
3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
อาหารที่กินทุกวัน
กินครั้งละสัปดาห์
และพวกนานกินที
เรามาดูพวกกินทุกวันก่อน
มิชิโอ คูชิ
แนะนำให้กินพวกแป้งและธัญพืชประมาณ
40%-60% ของอาหารทั้งหมด
ที่จริงก็หลากหลายชนิด
แต่ที่พอจะหาได้ง่ายๆในเมืองไทย
ได้แก่ พวกข้าวซ้อมมือ
ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต
และแป้งที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดขาวมามากนัก
อีก 20-30%
ของอาหารเป็นพวกผัก
เน้นกินผักที่มีตามท้องถิ่น
โดยหลักควรมาจากการปรุง
ส่วนที่เหลืออาจจะทานแบบสลัดหรือกินดิบๆบ้างก็ได้
ที่จริงก็กินผักกันได้แทบทุกชนิด
แต่ที่ไม่แนะนำ คือ มัน
มะเขือเทศ พริกไทย
ผักบีท (คล้ายผักกาด ใบเอาไปทำน้ำตาล)
ดูๆอย่างนี้เอ๊ะ
จะกินไม่ครบหมู่นะ
เพราะเน้นแป้งและผัก
แต่ขอโทษ ยังมีอีก 5-10%
เป็นทางออก
เพราะให้กินพวกถั่ว
พวกถั่วเขียว ถั่วแขก
และถั่วอะซูคิ (ถั่วญี่ปุ่น
ใครรู้จักบอกกันหน่อย)
นอกจากนี้สามารถทานอาหารที่มาจากถั่วพวกนี้ได้
ผักจากทะเลก็เป็นส่วนสำคัญของแมคโครไบโอติก
จะเห็นว่าโปรตีนก็ได้มาจากพวกถั่วนี้แหละ
เมื่อกิน main course
ก็ต้องตามมาด้วยของหวาน
อะเอามาเลย
บัวลอยเผือก เอ๊ย
ไม่ใช่ (ไอ้คนเขียนมั่ว)
ชาวแมคโครไบโอติกนิยมดื่มชาครับ
ส่วนน้ำแน่นอน
น้ำเปล่าดีที่สุด อ้อ
ห้ามใส่น้ำแข็ง
ผลไม้ก็ น้องแอปเปิ้ล
น้องแพร์ น้องพีช
และน้องแอปปิคอท (มีใครจะชื่อนี้บ้างไหม)
การดื่มน้ำผลไม้บ่อยๆไม่แนะนำ
ส่วนพวกอาหารว่าง
ก็พวกถั่ว เม็ดฟักทอง
เมล็ดงา
เมล็ดดอกทานตะวัน
สำหรับในการปรุงอาหารควรใช้น้ำมันพืช
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ
เนื้อ ไข่ เนย โยเกริต
ไอศกรีม นม ชอกโกแลต
น้ำผึ้ง
เครื่องดองของเมาอย่าแตะต้อง
อาหารกระป๋องและอาหารแช่แข็งนี้ก็ห้ามเด็ดขาด
แต่แมคโครไบโอติกอนุญาตให้กินปลาได้บ้างเป็นครั้งคราว
นี้เฉพาะเรื่องของอาหารเท่านั้นนะครับ
ส่วนใหญ่แล้วเป็นอาหารญี่ปุ่นชื่อไม่คุ้น
มิน่าละ ท่านอาจารย์
สาทิส
คงเห็นว่าถ้ากินแบบแมคโครไบโอติก
คงจะยากสำหรับ คนไทย
ท่านจึงดัดแปลงมาเป็นชีวจิต
ดูไปแล้วก็ไม่ต่างกันเท่าไรหรอกครับ
คราวหน้ามาดูเรื่องของการใช้ชีวิตบ้าง
|