หน้าแรก ออกกำลังกาย อาหารการกิน อาหารเสริม ลดความอ้วน Siamfitness Board Chat Room

สุขภาพใจ

 

Free Member


 

หมายเหตุ:
สมาชิกจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการออก
กำลังกาย อาหารการกิน และอาหารเสริมผ่านทาง E-mail ของท่าน และรวมถึง สิทธิพิเศษที่จะมี ขึ้นในอนาคต 


Siamfitness Board
 
 
 


 

ทิพย์...สาวน้อยมาราธอน  


 

สาวผมยาวซ้ายสุด

       ประสบการณ์นี้ถ้านับรวมๆระยะเวลามาจนถึงปัจจุบันก้อ นานประมาณ14 ปี นะคะ

            เริ่มแรกเลยนะคะ คือตอนอยู่ม.4 จริงๆ ทิพย์เอง ก้อไม่ได้หนักมากมายหรอกค่ะ ประมาณ47 กก ส่วนสูง151 ซม. มันก้อเกินอยู่ไม่มากหรอก อยู่ในแนวอวบอ่ะคะ แต่ ตอนนั้นพอได้ใส่ชุดนักเรียนตอนขึ้นม.ปลายใช่ไหมคะ มันก้อออกแนวชุดเข้ารูปงัย เห็นเพื่อนๆ ที่หุ่นดีเค้าใส่กันแล้วสวยเราก้ออยากใส่มั่งอ่ะคะ

            เราไปคลินิคลดความอ้วน หมอก้อให้ยามานะคะ เราทานอยู่ไม่นานเห็นผลเลยค่ะ อาทิตย์เดียวลด 2กก.ดีใจมากๆ ก้อไปหาหมอต่อ ทานยาต่อเนื่อง จนครบ3เดือน ลดได้เหลือ 42กก. แต่ อ่ะนะคะ ในเมื่อเราไม่เปลี่ยน นิสัยการกิน พอเห็นว่าลดได้ ด้วยความคิดแบบเด็กๆ ก้อทานกระหน่ำมันซะ อาทิตย์เดียวก้อกลับมาอ้วนเหมือนเดิมเลยค่ะ ทำงัยดีล่ะเราทีนี้ ก้อคิดว่ากลับไปกินยาอีกดีกว่า เพราะรู้สึกรับไม่ได้กับความอ้วน ทีนี้ มันก้อเป็นการเทียวเข้า เทียวออก อยู่กับคลินิคบ่อยๆ ซึ่งมันไม่ดีเอามากๆเลยค่ะเพราะผลของยาทุกคนคงรู้ดีใช่ไหมค่ะ ว่ามันมีอาการข้างเคียงมากมาย ทั้งเกี่ยวกับ เรื่องการเรียน อารมณ์ที่หงุดหงิด หน้าตาจะหมองคล้ำ หัวใจจะเต็นแรงและเร็ว และถ้าทานมากๆอาจถึงขั้นประสาทหลอนได้

           ทิพย์ทานๆหยุดๆ มาเรื่อยๆค่ะ พออ้วนก้อกลับไปทาน จนระยะที่เรียนต่อมหาลัยฯ นะคะ คิดผิดเอามากๆคือ ถึงขั้นติดยาลดความอ้วนเลยดีกว่าค่ะ คือว่าแถวบ้านนะคะ จะมีคลินิคที่เปิด แล้วเค้าก้อขายยาลดความอ้วน

           ซึ่งแต่ก่อน เค้าไม่ซีเรียสเรื่องต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชน ในการลงประวัตคนไข้ ทิพย์ก้อเอาเลยค่ะ แบบว่า เก่งกว่าหมอ เราก้อจัดยาให้ตัวเองทานเลย คือไม่ตรวจมันหล่ะ ขอซื้อยาจากหน้าเคาน์เตอร์เลย สั่งว่าเอา กี่ชุด ส่วนใหญ่ จะสั่งที่เป็นเดือนค่ะ แล้วทีนี การทานของทิพย์มันไม่เหมือนคนอื่นงัยค่ะ ทำเป็นคนรู้มาก คิดว่าตัวเองฉลาด ยาที่ทานเป็นแค็บซูล ที่มันจะมีหน้าที่ในการกดประสาท ส่วนใหญ่ มันจะ15มิลลิกรัม/เม็ด อันนี้ตัวหลักที่ถ้าเราไปเจอที่คลินิคไหนเราก้อต้องเจอนะคะ ตัวที่สองก้อเป็น ยาธัยรอยด์ฮอร์โมนค่ะ ส่วนตัวที่3ก้อยาขับปัสสาวะ แต่ตัวนี้ทิพย์ให้เค้าเอาออก ตัวที่ 4 ก้อคือยาถ่าย ตัวนี้ทิพย์ก้อไม่เอาเหมือนกัน สุดท้าย ที่ทานก้อแค่ ยากดประสาท กับยาธัยรอยด์ ฮอร์โมนค่ะ

        

        อยากจะเล่าเกี่ยวกับการทานยาเป็นอุทาหรณ์ ให้เพื่อนๆที่คิดจะลด ลองอ่านแล้วอย่าทำตามนะคะ

        แล้วยาทั้ง2ตัวนี้ ทิพย์ก้อทานมาเรื่อยๆ แต่ เพื่อนๆคงไม่ทราบหรอกค่ะ ว่าปริมาณที่ทิพย์ทานนั้น มันมากมายแค่ไหน ในแต่ละวัน ตอนเริ่มแรก ที่เค้าจ่ายยา ส่วนใหญ่ จะแค่แค็ปซูล1เม็ด ยาธัยรอยด์ฮอร์โมน ก้อ1เม็ดเองค่ะ พอทานไปได้ซักพัก เราก้อเริ่มดื้อยานะคะ ก้อเพิ่มธัยรอยด์ฮอร์โมน เป็น 2เม็ด แต่น้ำหนักเราก้อไม่ลด เราก้อต้องเพิ่มยาไปเรื่อยๆค่ะ จาก2 เป็น4 เป็น 6 เป็น8 /10/12/14/16/18/20 สุดท้ายมาเป็น 20เม็ด

        คิดดูเอาเองละกันทิพย์ติดยามานานนะคะ กินมาร่วม 3ปี นะคะ ด้วยขนาดยา แค็บซูล 15มิลลิกรัม 2เม็ด กับยาธัยรอยด์ ฮอร์โมน 20 เม็ด แต่ผลของยา มันมากมายมหาศาลเหลือเกินที่ทำร้ายเรา เพราะ อาการของร่างกายเราแย่ มาก ทั้งดูแล้วแก่ โทรม หน้าหมองคล้ำ มือสั่น ใจสั่น ทำอะไรก้อเหนื่อย แต่ในระยะนี้ได้หาตำรามาศีกษานะคะ ว่ายาที่ทานมีผลอะไรต่อเราบ้าง มันน่ากลัวมากค่ะ เพราะยาที่กดประสาทนั่น มันสามารถทำให้สมองเราเสื่อมได้ ของทิพย์มันมีอาการ ทางประสาทหลอนค่ะ ตอนนอนก้อนอนไม่หลับ ปวดหัวไมเกรนตลอดหลายปีที่ทาน แล้วยาธัยรอยด์ฮอร์โมนก้อทำให้เรามีอาการ เหนื่อยง่าย เหงื่อออกท่วมตัว มือสั่น สุดท้ายเราก้อกลายเป็นโรค ธัยรอยด์เป็นพิษ เพราะทานยาฮอร์โมนมากนี่เอง พอด้วยอาการทั้งสองอย่างมันรุมเร้าและรุนแรง ขึ้นมาเรื่อยๆ และหนักขึ้น ด้วยอาการปวด เสียดแทงที่หัวใจ ทิพย์ก้อหยุดยาทันที เท่านั้นแหละคะ น้ำหนัก เรา ขึ้นมาที่56 กก .เลยค่ะ

           แล้วยังต้องมารักษาเรื่องอาการธัยรอยด์ด้วย แต่ถ้าเราไม่ทานฮอร์โมน เราก้อไม่เป็นโรคธัยรอยด์ เป็นพิษนะคะ แต่มันจะเป็นไฮโปธัยรอยด์ซะนี่ เพราะอะไรเหรอ ก้อเราไปทานฮอร์โมนอยู่นานงัย ทำให้ร่างกายมันไม่สร้าง ขบวนการเผาพลาญจากเดิมปกติ มันก้อไม่ปกติแล้ว เพราะฮอร์โมนตัวนี้ช่วยควบคุมการเผาพลาญของร่างกายเราด้วย ต้องหยุดยาทั้ง 2ต้วนี้เด็ดขาด แค่ระยะเวลาที่ทานยาทานๆ หยุดๆ มานี่รวมแล้วก้อ6-7ปีแน่ะค่ะ เพราะตอนหลังมานั่งนึกๆดู ว่าเราทานมานานแค่ไหน โอ้โห น่ากลัวมากเลยที่เราทำร้ายตัวเองอยู่นาน แล้ว หัวใจเราก้อจะเต็นแรงมาก จนกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคหัวใจ ไม่เอาแล้วหยุดให้หมด

          เริ่มเลยค่ะ เปลี่ยนตัวเอง แต่ก่อนเปลี่ยนตัวเองก้อต้องใช้เวลาในการรักษาตัวเอง อยู่นาน ถึง 2ปีเลยค่ะ

         เริ่มศึกษา หาหนังสือ เกี่ยวกับการลดความอ้วน  หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพมาอ่าน นิตยาสารทุกอย่างที่มีขาย จน เข้าใจเกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพ ด้านต่างๆมากขึ้น อ่านทำความเข้าใจแล้วลองทำตาม

         ก้อเริ่มด้วยออกกำลังกายค่ะ แต่แรกๆนะคะ   ใจมันไม่ค่อยสู้เท่าไหร่ค่ะ ออกแนวขี้เกียจ แล้วพอออกกำลังกายเนี่ยะมันก้อต้องใช้เวลานานกว่าการลดด้วยการกินยา ก้อเกิดอาการท้อใช่ไหมค่ะ เพราะผลมันไม่ได้ลดได้ฮวบฮาบ เหมือนการทานยานี่คะ    ทำๆ หยุดๆ คือ ไม่ต่อเนื่อง มันก้อไม่ได้ผล แล้วฮอร์โมนการเผาผลาญของเราก้อน้อยกว่าคนอื่นด้วยเพราะ เราไปทำให้มันเสียเอง 

         ก้อมีอยู่ช่วงนึง ที่ออกกำลังกายไปเรื่อยๆค่ะ    แล้วมันเกิดอาการสนุกแล้วติด คือไม่ออกแล้วหงุดหงิด  ก้อออกมันต่อเนื่อง  ของทิพย์จะเต้นแอโรบิกอยู่กับบ้านค่ะ  เต็นที่ห้องนอน นานประมาณ  1ชั่งโมง เลือก วีดีโอม้วนที่สนุก แล้วก้อที่ตัวเราเองชอบ เต้นได้ต่อเนื่องกันนานถึง  3เดือนด้วยม้วนเดิม  ซ้ำๆ เต้นมันทุกวัน เผลอ นะคะ เช้าตอนตื่นนอน   แล้ว  เต้นอีกตอน  2ทุ่มค่ะ   เห็นผลค่ะ   น้ำหนักลดมาเรื่อยๆ   จาก 56กก. ก้อ ลงมาเหลือ  52  แต่ ไม่ได้ควบคุมอาหารมากเท่าไหร่  ่ทานแบบปกติ   ใช้เวลานานในการเต้นแอโรบิก  ก้ออีก  1ปีค่ะเปลี่ยน ม้วน  เปลี่ยนแผ่นvcd มาก้อเยอะ  จนเริ่มเบื่ออออออ.... การเต้นแอโรบิกที่มันลดร่างกายส่วนบน แต่ขามันใหญ่ ทำมายยยย มันไม่ยอมลด ทำงัยดีอ่ะ แล้วเต้นๆ อยู่เนี่ยะ มันก้อไม่เหนื่อยซะใจเราเอาซะเลย  เปลี่ยนค่ะเปลี่ยนเลย   ลองวิ่งดูไหม  บอกตัวเองว่า เอานะ   เราวิ่งดีกว่า ลดขาได้แน่เลย เพราะมันต้องใช้ขาเป็นหลัก

        คิดที่จะวิ่ง   ด้วยน้ำหนัก ที่ลดมาอย่างต่อเนื่อง จนมาอยู่ที่ 48-49  กก. เริ่มเลยค่ะ ไปซื้อรองเท้าวิ่งมาคู่นึง ชุดวอร์ม ตื่นแต่เช้า 5.30น ออกจากบ้านมาที่สวนสาธารณะ แถวบ้าน เริ่มวิ่งวันแรก  ซัดเข้าไปเต็มๆเลยค่ะ วิ่งอย่างต่อเนื่องนาน 30นาที แบบเหนื่อยๆ สุดๆ ของเราเอง มันส์มาก แต่ขอบอกว่า  มันเหนื่อยกว่าเต้นแอโรบิก อย่างที่เคยๆมาอีกค่ะ เพราะ เต้นแอโรบิก อยู่ที่ห้อง นาน 1 1/2ชั่วโมง ยังสู้ไม่ได้กับที่มาวิ่งเลยค่ะ  เพราะอะไรเหรอ ก้อทิพย์วิ่งเต็มที่ สุดกำลังของตัวเองเลยงัย มันมีความสุขมากๆ ที่ได้เหงื่อ      ได้เหนื่อยจนหอบ  เพราะอะไรก้อไม่รู้  

          แต่ จะบอกให้นะคะ   ว่าพอวันที่สองอาการ ปวดเมื่อย ล้า  ทรมานกล้ามเนื้อขา นี่มันมากมายเหลือเกิน แต่ทิพย์ไม่ท้อนะคะ วิ่งออกกำลังมันอยู่อย่างนี้ ไม่หยุดพัก ทุกวัน ทรมานแต่มีความสุข จนครบ1อาทิตย์ อาการ ปวดเจ็บ กล้ามเนื้อต่างๆ มันก้อหายไปเอง  อยากแนะนำเพื่อนๆนะคะ ถ้ากล้ามเนื้อล้า  แต่ไม่ถึงกับอักเสบให้ออกต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันจะหายเอง แม้มันจะทรมานซักหน่อย แต่ร่างกายเราจะปรับตัวได้เองค่ะ

        แต่จากประสบการณ์ตัวเอง เต้นแอโรบิค เต้นๆหยุดๆ หมายถึง เต้นนาน  3เดือน  แล้วหยุดออกกำลังกายไปซะเฉยเลย แบบขี้เกียจ แล้วกลับมาเต้นใหม่ อาการเมื่อยล้ามัน ก้อนานแค่ 3วัน มันก้อหาย  แต่ต่างกับวิ่งโดยสิ้ยเชิงเลยค่ะ   เพราะ อาการเมื่อยล้ามันอยู่กับทิพย์เป็นอาทิตย์ ทั้งๆที่ ตัวทิพย์เอง เริ่มวิ่งก้อต่อจากเต้นแอโรบิก ไม่ได้ปล่อยตัว หรือหยุดออกกำลังกายโดยสิ้นเชิง  ซะหน่อย  แต่พอมาคิดๆดู ก้อคงเป็นตรงที่เราใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน  แล้ววิ่งเนี่ยะ ก้อเป็นการออกกำลังกายที่ใช้แรงกะแทก และใช้กล้ามเนื้อ ที่เดิมซ้ำๆกัน อยู่นาน มันเลยอาจเป็นเพราะเหตุผลนี้ มั้งคะ

        ที่ทิพย์ตั้งใจวิ่งเพราะท่องอยู่ในใจว่า ต้องลดขาให้ได้ วิ่งมันไปเรื่อยๆ ขาเราต้องลดแน่นอน  แต่มันเฟิร์มขึ้น มาก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ  วิ่งไปวิ่งมา จน คนที่สนามชมรมวิ่ง มาชวน ให้ไปลงสนามแข่ง  วิ่งมินิมาราธอนระยะทาง  10กิโลเมตร ตอนแรก ก้อบอกปัดเค้าไป  ทิพย์ก้อวิ่งออกกำลังกาย ของตัวเองมาเรื่อยๆ ไม่ได้เห็นแววของตัวเองว่าจะวิ่งแล้วได้ถ้วยรางวัล อะไรกับเค้าหรอกค่ะ  เพราะคิดว่ามาวิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งอยู่ได้นาน2เดือน  พวกชมรมวิ่งก้อมาตื้อทุกวัน เพราะทิพย์วิ่งทุกวันไม่หยุด

         แล้วทิพย์เริ่มต้นวิ่ง เริ่มแรกด้วย ระยะทาง 5 กิโลเมตรใช้เวลา 30นาที   จากนั้นก้อเพิ่มระยะทางไปเรื่อยๆ แล้วเพิ่มเวลาด้วย    จากตอนแรก ที่วิ่ง ต่อเนื่อง นาน30นาที ก้อรู้สึกเหนื่อยแทบตาย มันก้อวิ่งได้นานขึ้นเป็น 35นาที    40นาที 45 นาที   50 นาที   จนต่อเนื่องได้นาน 60นาที   กับระยะทาง 9กิโลเมตร  ใช้เวลาก้อ2เดือนนับจากเริ่มต้นวันแรกที่เริ่มวิ่ง

        มันมีความสุขมากค่ะ ที่ได้วิ่ง ได้ออกกำลังกาย แล้วเหงื่อมันออกมากๆ รู้สึกชอบแบบบอกไม่ถูก เหมือนคนเสพติด  จนมีอยู่วันนึง คนที่ชมรมวิ่งมาชวนมากขึ้น จนเราคิดว่าเอานะลองดู   แต่ไม่คิดว่าจะได้รางวัลอะไรกับเค้าแค่ลองไปดูบรรยากาศในสนามแข่งว่ามันเป็นยังงัย   มีการแข่งขันกันวันอาทิตย์ ตอนเช้า ทิพย์ก้อต้องตื่นมาตามที่นัดกับพวกชมรมวิ่ง เพราะเราต้องไปกับเค้า ตื่นมาเตรียมตัวกันตอน ตี4.30น เดินทางไปสนามแข่ง  ซื้อเบอร์วิ่ง เตรียมตัววอร์ม ไปจุดสตาร์ท  แล้วระยะทางที่วิ่งเริ่มแรกของทิพย์เอง ก้อ 11.5กิโลเมตร   ใจมันเต้นระทึกค่ะ  เพราะคนมากันเยอะมาก ตื่นกันมาแต่เช้า เพื่อมาวิ่งกัน พอได้ยินเสียงปล่อยตัวตอน  6โมง ทุกคนก้อวิ่งกรูกันเต็มที่เลยค่ะ   แล้วประสบการณ์ของตัวเองก้อไม่เคยผ่านสนามไหนมาเลย  ก้อวิ่งมันเต็มที่เลยค่ะ วิ่งไปได้สัก 30นาที กับระยะทาง5กิโลเมตร  ขอบอกว่าเหนื่อยสุดๆ จริงๆ เพราะในสนามแข่งมันมีแรงกดดันจากคนที่วิ่งกับเรา  เค้าจะวิ่งกันตลอดไม่มีหยุดพักงัยค่ะ เราก้อเริ่มวิ่งช้าลง เพราะแรง ของกล้ามเนื้อขาเริ่มไม่มี  ก้อหยุดพักเดินบ้าง แล้วพอหายเหนื่อยก้อวิ่งต่อ  วิ่งหยุด  วิ่งหยุด อยู่ 2รอบ ให้กำลังใจว่าใกล้ถึงแล้ว จะถึงเส้นชัย แล้วสู้เค้า  จนวิ่งมาได้ที่กิโลที่10  โอย.....ไม่ไหวเหนื่อยมากๆ  บอกกับตัวเองว่าไม่เอาอีกแล้วทำไมมันถึงได้เหนื่อยมากขนาดนี้  แล้วทำมัยมันไม่ถึงซะที   ก้อกัดฟันวิ่งต่อ จนมาเจอจุดให้น้ำเค้าบอกว่าใกล้ถึงแล้ว เท่านั้นแหละค่ะ   ก้อกัดฟันวิ่งต่อจนถึงเส้นชัย  ภูมิใจมาก บวกกับเหนื่อยสุดๆในชึวิต

        แต่สุดปลื้มที่สุดคือ ติดถ้วยรางวัล ด้วยงานวิ่งงานแรก คือ เค้าจะมีรางวัลให้กับคนที่วิ่งได้ที่ 1-5  ทิพย์ติดได้ที่ 5  กำลังใจมาเลยค่ะ   ดีใจมากๆ แล้วมันก้อเป็นแรงผลักดันให้เราได้ไปแข่งวิ่งในงานต่อๆไป 

      ระยะทาง  11.5กิโลเมตร กับเวลาที่ทำคือ 58   นาที  ที่ทำได้ ในงานแรก  ทิพย์ก้อติดวิ่งแข่งมาเรื่อยๆ มีงานแข่งทุกอาทิตย์ ผลของการออกกำลังกาย น้ำหนัก มันเท่าเดิมค่ะ   แต่ตัวเล็กลงแบบชัดๆเลยค่ะ เพราะถ่ายรูปเก็บเอาไว้   ส่วนใหญ่ติดได้รางวัลเกือบทุกงาน  เห็นความแตกต่างตั้งแต่งานวิ่งงานแรก  กับงานหลังๆ ในระยะเวลา 4-5เดือน   คือรูปร่างดูผอมลง กล้ามเนื้อเฟิร์ม แต่ทำมัยน้ำหนักไม่ยอมลดก้อไม่รู้   

        น้ำหนักจะอยู่ที่ 47-48 กก  แต่จะไม่มีใครดูออกเลย คิดว่าเราหนักแค่ 45 กกเองค่ะ  ด้วยเราออกกำลังกายมาตลอด  มาคิดไปคิดมาว่า เอเราคงต้องเพิ่มการออกกำลังกายอย่างอื่นดูบ้าง เพราะ เราวิ่งมันใช้แต่ขา ส่วนบนเราไม่ได้ใช้เลย   ก้อเลย ไปซื้อแผ่น cd ของซินดี้มา ฝึก มันก้อเหนื่อย ไปอีกแบบนะคะ  แล้ว เราก้อได้ใช้กล้ามเนื้อในส่วนที่เรา ไม่ได้ใช้จากการวิ่งด้วย    ทิพย์ก้อเลยทำควบคู่กันมาตลอด  ตื่นมาตี4 เล่นแผ่นcd ของซินดี้ 2แผ่น  ประมาณ 1ซั่วโมง ต่อด้วยซิทอัพ อีก100 ครั้ง ประมาณ 5.30น มาวิ่งต่ออีก 1ชั่วโมง

       ทำอย่างนี้มาอย่างต่อเนื่องอีก 2เดือน เห็นผลค่ะ น้ำหนักลดมาที่ 45 กกค่ะ แต่ก้อควบุมอาหารได้ไม่มากนักนะคะ เพราะทิพย์ออกกำลังกายเยอะ  ถ้าควบคุม แล้วมันไม่มีแรงวิ่งเลยค่ะ  จากนั้นเกิดเหตุการไม่คาดคิด เกิดอุบัติเหตุจากการแข่งขันการวิ่ง ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง ต้องพักยาวแบบไม่มีกำหนด ทำให้หมอสั่งห้าม ออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกทุกชนิด  (ตอนนี้ทิพย์ก้อยังไม่หายนะคะ ยังพักรักษาตัวอยู่)

        พอหยุดออกกำลังกายเหรอคะ  ทานยังทานเหมือนเดิมนี่ค่ะ  มันขี้นมาเลยค่ะ  น้ำหนัก จาก 45 มา เป็น 46/47/48/49/50  กก. โอยไม่ไหวค่ะ  ในเวลาแค่1เดือน มันมาเลยค่ะ  5กก.  แทบบ้าตาย  หน้าบวมอ้วนฉุมากๆ ทนไม่ไหวกับตัวเองอีกแล้ว เราต้องเปลี่ยนแนวตัวเองแล้วหล่ะ ทำงัยดีหล่ะ เรา  ก้อนั่งๆคิดๆ  ว่า ตอนนี้ เรากินปกติเหมือนเคยไม่ได้แล้วต้องเปลี่ยนแนวการกินด้วย
 

      จากการที่ทิพย์บาดเจ็บจากการแข่งขัน แล้วมันเจ็บทรมานมาก  เดินเขยกๆ  เป็นเป็ดเลย.. ปวดทรมานมาก แต่ที่ทรมานใจที่สุดคือ วิ่งแข่งหรือออกกำลังกายไม่ได้เลย ในช่วงนี้ ไม่รู้ใครจะเป็นแบบทิพย์หรือป่าว แต่ทิพย์เนี่ยะ ออกอาการ เสียใจ ร้องไห้ เลยหล่ะ ที่ อดแข่งขันในงานต่างๆ
 อาการที่เป็นนี้ก้อ เริ่มวันที่30/10/47 ที่จำได้แม่นเพราะมันเป็นวันที่แข่งวิ่งอ่ะค่ะ   แล้วอาทิตย์ต่อมาไปเชียร์พี่ๆ เพื่อนๆ ที่สนามวิ่ง มายืนรอเพื่อนตรงจุดเส้นชัย
ทำใจไม่ได้เลยค่ะ  น้ำตามันเริ่มเอ่อ...  เกิดอาการทรมานใจอย่างแรงงงง.... บอกตัวเองไม่ไหวแล้ว อย่ายืนอยู่แถวนี้เลย เดี๋ยวอายเค้า มายืนน้ำตาไหลพรากกก..
ในอาทิตย์ต่อๆมาที่มีการแข่งขันทิพย์ก้อไม่ไปอีกเลย  เพราะเราวิ่งไม่ได้ ใจก้อไม่มีกำลังใจที่จะไปเชียร์ใครเค้าด้วย แย่จัง....

         ดังนั้น  ในช่วงนี้   นับตั้งแต่วันที่เจ็บ จนเกือบ 1 เดือนเห็นจะได้   กินยาตลอด เพราะต้องการหาย  เพื่อกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง      และต้องการให้ตัวเองหายไวๆด้วย   ไม่ได้ออกกำลังกายซักเท่าไหร่   เพราะช่วงแรกๆ อาการทุเลาลง  ทิพย์ก้อกลับไปวิ่ง เพราะอะไรเหรอ ก้อมันอยากจนแทบจะบ้าตายนะสิคะ

          ผลก้อคือ..... เดี้ยงค่ะ เป็นๆหายๆจนต้องหยุดวิ่งซักระยะ
ช่วงนี้เอง เป็นช่วงที่ ทานปกติ   แต่ไม่ได้ออกกำลังกายเท่าไหร่ มันขึ้นมาเลยค่ะ จาก 45 กก....เป็น 46 ....47...48..49.....50  โอ้แม่เจ้า
มาชั่งอีกที  โอย นี่ฉันหนัก  50 กก.. แล้วเหรอ ทำงัยดีหล่ะ  หน้าอวบ อ้วน  ตัวก้ออ้วน อึดอัด แล้ว  เจอใครก้อรู้สึก อายๆ เพราะเราอ้วนๆ ไม่มีความมั่นใจเอาเลยค่ะความรุ้สึกนี้... ไม่รู้คนส่วนใหญ่เป็นกันรีป่าว


         เริ่ม..........เลยค่ะ   คิดว่า เราเอาแนวธรรมชาติบำบัดมาใช้ดีกว่านะ  เพราะเคยอ่านหนังสือ ของนายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิ์ เกี่ยวกับ ล้างพิษ ภายใน 10 วัน
แต่ต้อง ออกตัวไว้ก่อนนะคะ  ว่าทำตามใจตัวเอง ไม่ยึดติดกับแนวเค้ามากค่ะ  ทำที่ทิพย์ชอบ เพราะจะทำให้ไม่เครียด ทำได้นานแบบไม่เบื่อ
ช่วงแรกทานแต่ผลไม้ค่ะ ที่ทานเหรอคะ แตงโมค่ะ แตงโม มันอยู่นั่นแหละ ทานเข้าไปซะ 4 วันเต็มๆ  ไม่ทานอะไรเลยค่ะ (ก้อชอบแตงโมที่สุดเลยทานได้ไม่เบื่อ) แต่เพื่อนคงทำตามยากนะคะ
เพราะช่วงที่ทานเนี่ยะ พอดีมันเกิดอาการอยากลดน้ำหนักควบคู่กับอารมณ์เสียใ
      
      
เหมือนอกหักเพราะวิ่งไม่ได้ค่ะ(แต่ไม่เคยอกหักนะ) ทานแตงโมอย่างเดียว แล้ว มันก้อไม่มีอาการอยากอาหาร หรือหิวอย่างอื่นเลยค่ะ
ทิพย์แนะนำนะคะว่า ถ้าทำตามตำรา เค้า จะบอกให้ทานผลไม้ อย่างใดอย่างนึง ชนิดเดียวกันในแต่ละวัน ให้ทานทั้งวัน แล้วผลไม้อะไรบ้างที่ทานได้ ก้อมี
แตงโม  ฝรั่ง  แคนตาลูป มันแกว  แล้ว 3วันนี้ ก้อเลือกเอาว่าชอบทานอะไรเลือกทานเอาในแต่ละวัน ก้อทานชนิดเดียวกันทั้งวันเลย พร้อมกับทานน้ำเยอะๆ 
ที่ทำแบบนี้ เพราะเค้าต้องการให้ กระเพาะอาหารเราทำงานน้อยที่สุดคือ ไม่ต้องย่อยพวก เนื้อสัตว์ที่มันย่อยยาก มีสารพิษต่างๆด้วย เป็นการช่วยระบบย่อยเรา
ให้ทำงานน้อยลง แล้ววันที่ 4-10 เราก้อจะมาเน้นทานผัก และผลไม้ค่ะ
มาต่อนะคะว่าจาก แตงโม ที่ทิพย์ทาน มา4วันติดๆกันแล้ว   ทุกๆวันทิพย์ก้อทานแตงโมควบคู่กับผัก แต่ต่อจากตรงนี้อยากจะเล่าให้ฟังก่อนนะคะว่า ทิพย์ได้เข้าไปเว็บพันทิพย์ ชาวสวนลุม ได้ไปอ่านที่ลงกระทู้เกี่ยวกับการทำดีท็อกซ์ ทิพย์อ่านแล้วมันน่าสนใจดี ก้อเลยลองเตรียมของให้พร้อม แล้วเริ่มทำเลย ซึ่งทำในวันที่5 ส่วนการทานเหรอคะ ทิพย์ก้อทานแตงโม กับ แกนสับปะรด  (อันนี้ ขอบอก ทานทุกวันเลย คือผลไม้ แตงโม กับแกนสับปะรด ของชอบ ) ทำมาทั้งหมด 5วัน  ขอโทษ..... พอไปชั่งนะคะ  เพื่อนๆคะ  เหลือ 46กกค่ะ  มันลดแล้วเย้...

       เพื่อนๆทิพย์เห็นเค้ายังตกใจเลย ลดเร็วจัง เห็นๆกันเมื่อ 5วันก่อน มันยังอ้วนอยู่เลย มันลดเก่งจังเลยวะ  มันกินอะไรของมันเนี่ยะ.... (เพื่อนๆบ่นค่ะ) ทิพย์ก้อบอกเค้านะคะ เล่าให้ฟังว่ากินอะไรบ้าง  แต่เค้าทำตามไม่ได้ค่ะ
ส่วนการทำดีท็อกซ์ ทิพย์ก้อเลยเอามาทำควบคู่กับการลดน้ำหนักไปด้วย   แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า  การทำดีท็อกซ์ เป็นการล้างพิษ ไม่ใช่ การลดน้ำหนักแต่อย่างใด ที่ทิพย์ทำไปเพราะต้องการล้างพิษให้ตัวเองมากว่าค่ะ
แล้วการทำดีท็อกซ์ก้อต้องทำต่อเนื่อง 5วันหยุด2วัน แล้วทำต่ออีก5วัน แล้วก้อต้องทาน ตามโปรแกรม ที่เค้าาแนะนำมาด้วยว่า ต้องทานอะไรบ้างในแต่ละวัน
        

        เรื่อง การทำดีท็อกซ์   ข้อมูลมันเยอะเหมือนกันค่ะ ไว้จะมาลงรายละเอียดให้อีกทีค่ะ   หากว่าใครสนใจอยากรู้ (ข้อมูลเยอะ พิมพ์เมื่อยแน่เลยเรา)

        ต่อค่ะ...........พอทำมาได้5วัน ทิพย์ ก้อเพิ่มการทาน ผัก ค่ะ ด้วยส่วนตัวชอบผัดผัก ทำกับข้าวเองค่ะ   ส่วนใหญ่ เลือก ถั่วงอก  กะหล่ำปลี ผักกาด ผักบุ้ง คะน้า ส่วนใหญ่ได้หมดอ่ะค่ะ ผักบ้านเรา
ให้เพื่อนๆ เลือกผักที่ชอบละกัน แล้วทิพย์จะใส่น้ำมันน้อยมาก ประมาณ 1 -2ช้อนชา กับผักเยอะๆ ผัดใส่น้ำเล็กน้อย ปรุงรสตามชอบใจ ในช่วงนี้ทานผักกับผลไม้ไม่ทานเนื้อสัตว์เลย บางทีก้อทำแบบ สุกี้น้ำไม่ใส่ไข่ หรือใส่ก้อได้  ส่วนน้ำเปล่านี่ก้อต้องทานอย่างน้อยวันละ 2ลิตรจะดีค่ะ  ทำรวมรวมแล้วก้อ 14 วันค่ะ  ยังไม่นับรวมวันที่ทานแต่แตงโมนะคะ มาชั่งน้ำหนักอีกที เหลือ 44  กก ค่ะ   รู้สึกภูมิใจกับตัวเองมาก
แต่หลังจากนั้น ที่ทิพย์ทานก้อเดิมๆจากที่เล่ามานั่นแหละค่ะ  แต่ไม่เคร่งครัดมาก มีทานเนื้อสัตว์บ้าง พวก ปลาย่าง หมูย่าง ไก่ย่างบ้างเล็กน้อย

        ช่วงนี้ ก้อมีออกกำลังกาย บ้างแต่ไม่หนัก ไม่ใช้แรงกระแทก  อย่างเล่น ซิทอั๊ฟ   วิดพื้น เล่นเวท   ตอนนี้คิดๆจะเล่น โยคะเพิ่ม เพราะแต่ก่อนเคยไปเรียนมา แต่ยังไม่จบคอร์ส เพระตอนนั้นไม่สบายเป็นโรคธัยรอยด์ แล้วเกิดอาการ หน้ามืดเป็นลม  เข้าโรงพยาบาล ต้องรักษาตัวยาว เลยเรียนไม่จบ   

       นับจากวันที่ลดก้อใช้เวลาเกือบ 1เดือน น้ำหนัก มาอยู่ที่ 44 กก แล้ว ก้อ มีขึ้น บ้าง เป็น 45 แต่ก้อลงมาอยู่ ที่ 44 ได้ไม่ยาก บวก ลบอยู่ 1กก อยู่อย่างนี้ แต่จะสังเกตุ ได้ในช่วงนี้นะคะว่าขมัน ตามจุดต่างๆ ของร่างกาย มันลดลง สัดส่วนลดลงด้วยค่ะ เพราะจะมีสายวัดเอามาคอยวัดตัวเองอยู่เรื่อยๆ ค่ะ

       การทานอาหารของทิพย์ก้อ  ส่วนใหญ่ มักจะไม่ทาน หลัง 16.00  น นะคะ ไม่ว่าจะผักหรือผลไม้   เพราะ หากอยากให้น้ำหนักลด ด้วยการสังเกตุตัวเองหากทานหลัง4โมงเย็น น้ำหนักไม่ลด แต่มันก้อไม่ขึ้นนะคะ  (ส่วนใครจะทำตามลองดูตัวเองเป็นหลักแล้วกันว่ามันลดไหม )แล้วจะเน้นการทานน้ำเปล่า เยอะๆค่ะ    แต่มาช่วงหลังมีออกงานบ้าง มีมีทติ้งบ้าง น้ำหนักมันก้อเลยคงที่ค่ะ  เพราะเราต้องไปสังสรรค์งัยค่ะ   แหม งานปีใหม่ ก้อต้องมีกินกับกินใช่ป่าวค่ะ  แต่ที่มันยังดีคือ ว่ามันไม่ขึ้น ก้อok แล้วค่ะ อย่างวันนั้น ไปมีทติ้งกับเพื่อนๆในเว็บนี้ ก้อกินกันใช่น้อยเสียเมื่อไหร่หล่ะคะ  ที่ซิสเลอร์ ทิพย์ทานสลัดผักตั้ง 2จานเต็มๆ แถม ผลไม้ 3จานพูนๆอ้อ มูสช็อกอีก 2ก้อนใหญ่ๆ  55555+น้ำหนักก้อคงที่มาตลอด   ช่วงนี้ ก้อออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยแบบไม่ใช้แรงกระแทกขา   อาการปวดมันทุเลามาเรื่อยๆค่ะ
 มีบ้างครั้งเผลอนีกว่าตัวเองหายดีแล้ว ไปเต้นแอโรบิก อยู่2วัน  ผลเหรอค่ะ ......เดี้ยงค่ะ กลับมาเจ็บเหมือนเดิม  แล้วเมื่อไหร่มันจะหายเนี่ยะ...เซ็งมากค่ะ....

         จนมาถึงวันนี้นับได้ก้อเกือบ 3เดือนแล้ว กับการบาดเจ็บที่ยังไม่หายสนิทได้แค่ทุเลา ก้อ อย่างที่บอกอ่ะคะ เหลือ 43 กกแล้ว กะว่าจะลดต่ออีกหน่อย
เป็นกำลังใจ และมาเป็นเพื่อนกันในการต่อสู้กับความอ้วนด้วยกันนะคะ เพื่อนๆ สู้ๆๆ จงสู้ต่อไป ชัยชนะวันนั้นต้องมาถึง
 

 

Spacer
 

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน คลิ๊ก...


 


 

 

 

© 2003 Siamfitness.com All rights reserved.